แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ องค์บาก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ องค์บาก แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

น้องเขยพร้อมพ่อแฉโดนทำร้ายขู่ฆ่าเตรียมฟ้อง จา-พนม ยันไม่ขอเคลียร์นอกรอบ

โจ ธรัช สุภโชคไพศาล น้องเขย พร้อมพ่อทองดี ของพระเอกนักบู๊ชื่อดัง จา พนม ยีรัมย์ ออกโรงแฉ ถูก บุ้งกี๋ ปิยรัตน์ โชติวัฒนานนท์ ภรรยาพระเอกคนดังทำร้ายร่างกายก่อนพร้อมถูกขู่ฆ่า แจ้งความดำเนินคดีฐานทำร้ายร่างกาย และฟ้องละเมิดสัญญาบริษัทไอยรา โดยเรียกเงินกว่า 10 ล้าน จากนี้ไม่มีเคลียร์นอกรอบ สู้กันในชั้นศาลอย่างเดียว 



หลังจากที่ บุ้งกี๋ ปิยรัตน์ โชติวัฒนานนท์ ภรรยาของพระเอกนักบู๊ชื่อดัง จา พนม ยีรัมย์ เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีที่ถูก นายทองดี ยีรัมย์ พ่อของสามีทำร้ายร่างกายจนต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล ต่อมาไม่นานทางด้าน นายทองดี  ยีรัมย์ พ่อจาและ นายธรัช ศุภโชคไพศาล น้องเขยจา ก็ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปทุมธานี เพื่อให้ดำเนินคดีกับจาและภรรยาเช่นกัน


ล่าสุดวันที่ 30 ก.ค. 2556 เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. โจ ธรัช สุภโชคไพศาล ที่มีศักดิ์เป็นน้องเขยของ จา พนม ยีรัมย์ ได้นำทีมครอบครัวของคุณพ่อ, คุณแม่ และน้องสาวจา แวว ธรินทร์ทิพย์ ยีรัมย์ เดินทางมาให้สัมภาษณ์ในรายการ คนดังนั่งเคลียร์  ถึงกรณีที่ต่างฝ่ายต่างมีการแจ้งความซึ่งกันและกันว่าได้ถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งล่าสุด โจ ได้ชี้กับผู้สื่อข่าวในรายการดังกล่าวว่า    
''คือก่อนหน้านี้พ่อได้ทราบข่าวว่าจาจะไปเมืองนอกก็เลยอยากจะคุยด้วย ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดเรื่องคุณพ่อก็ยังไม่ได้เจอหรือเคลียร์กับจาถึงเรื่องนี้เลย ซึ่งเราในฐานะลูกเขยก็อยากจะช่วยพ่อ เลยรับคุณแม่ คุณพ่อ และพี่ชายจามาจากสุรินทร์เพื่อมาตามหา ซึ่งเมื่อเราผ่านไปแถวบ้านจาก็เจออุบัติเหตุรถชนซึ่งก็ได้เห็นบุ้งกี่กับจามายืนดูสถานการณ์ก็เลยรีบบอกครอบครัวจาที่รออยู่ที่โรงแรมให้รีบมา เวลาผ่านไปสักพักจากำลังจะออกรถไปซึ่งไม่รู้ว่าไปไหนแต่คิดว่าน่าจะไปที่โรงเรียนของลูกจา ด้วยความที่ขับรถและคุยโทรศัพท์ไปเลยทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งบังเอิญอีกว่ารถคู่กรณีคือรถเบนซ์สีขาวของ ''จา-พนม'' ซึ่งตอนนั้นไม่กล้าลงไปเพราะอยู่คนเดียว แต่ทางบุ้งกี่เดินมาตบรถเรียกเคลียร์ พอเราเห็นก็ไม่กล้าลงเพราะกลัวมีเรื่องเนื่องจากผมและจาไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไหร่ ซึ่งก่อนจะเกิดเรื่องแววและคุณพ่อ, คุณแม่, พี่ชายได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุทันที พอดีกับบุ้งกี๋เดินมาเปิดประตูรถ พอเจอหน้ากันภรรยาจาก็บันดาลโทสะด้วยการกระหน่ำตีด้วยโทรศัพท์บริเวณศีรษะทันที แล้วเอาประตูกระแทกผม ซึ่งจาเห็นเหตุการณ์ก็ผละจากการขับรถมาดูเหตุการณ์ทันที เมื่อครอบครัวเห็นจาจึงวิ่งตามลงมาหา พ่อได้คุยกับจาและกำลังจะกลับไปที่รถของแววเพื่อไปหาที่คุยกัน แต่ว่าบุ้งกี๋ไม่ยอมจึงรีบไปดึงตัวจากลับมาทันทีพร้อมร้องว่า ''พี่จาอย่าไป'' ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงชุลมุนเมื่อจาเห็นหน้าผมภรรยาเขาก็บอกกับจาว่าผมทำร้ายเมียเขาจาเลยเข้ามาทำร้ายผม ซึ่งพ่อก็พยายามห้ามเลยทำให้พ่อโดนลูกหลงจากการกระทำโดยบุ้งกี๋ ซึ่งพอผละจากผมบุ้งกี๋ก็ทำร้ายแววต่อแต่ยังโชคดีที่แม่มาช่วยไว้ ซึ่งดูเหมือนว่าบุ้งกี่พยามที่จะเอาชนะด้วยกำลังอย่างเดียวจนไม่สนใจใคร''

หลังจากนั้นได้ไปบ้านจาหรือไม่? 
''ไปแต่กลับถูกจาและครอบครัวทำร้าย พร้อมขู่ฆ่าอีกด้วย ผมไปเพราะไม่ตั้งใจไปเนื่องจากหลังจากเหตุการณ์เราได้ตกลงจะไปเคลีย์ที่สน. ผมเลยให้แววขับรถไปสน.ก่อนแล้วผมนั่งรถจาไปด้วยกัน แต่กลางทางเขาเกิดเปลี่ยนใจ และพาผมไปบ้าน เมื่อไปถึงก็ถูกทำร้ายจากจา ภรรยาและแม่ยายของจา โดยแม่ยายจาวิ่งเข้ามาพูดกับผมว่า  ''กูอยากจะฆ่ามึงมานานแล้วมึงมาให้กูฆ่าถึงบ้านก็ดีโจ'' จากนั้นสองแม่ลูกก็รุมตีผม ซึ่งผมไม่ได้โต้ตอบอะไรเลยซึ่งกว่าครอบครัวจาจะมาพบผมก็กินเวลากว่าครึ่งชั่งโมง''

ภรรยาจาบอกว่าถูกโจทำร้ายได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน จะชี้แจงว่าอย่างไร? 
"หากตนทำร้ายคงมีรอยช้ำไปแล้ว มันเป็นเพียงเหตุการณ์ยื้อกันไปมาเฉยๆ" 
ด้านพ่อจาเผยว่า
"วันนั้นเป็นวันแรกไปคุยที่บ้านเรา จาตอบรับว่าครับและจะไปกับพ่อ แต่ถูกเมียตามมาดึง ที่มาหาจาเห็นข่าวจะไปเมืองนอกเลยอยากคุยเป็นการส่วนตัวในฐานะพ่อลูก ถ้าไม่ได้คุยกันก็จะทำให้ไม่สบายใจแล้วก็ไม่สบาย และไม่เคยคิดมาขอเงินเลย เพราะอยากให้จากลับมาทำพิธีเนื่องจาไม่ได้ทำมา 2 ปีแล้ว"

ส่วนตัวแล้วคิดว่าบุ้งกี๋เล่นไสยศาสตร์หรือไม่?
"แม่เมียและเมียกีดกันไม่ห่างจาเลย คิดว่าเป็นตัวจาเอง เป็นเพราะสันดานจาเองเขาเชื่อลูกเมียมากกว่าเชื่อพ่อ และเมื่อถามว่าจากนี้จะทำอย่างไรต่อไป โจน้องเขยเผยว่า บุ้งกี๋บอกว่าอยากให้พ่อตายไป และไม่ตามแล้วเจอกันที่ศาล เพราะแจ้งความคดีทำร้ายร่างกายต่างคนต่างแจ้ง และต่อเนื่องไปอีกคดีเกี่ยวกับไอยราฟิล์ม ซึ่งต่อไปนี้จะเจอกันในศาลอย่างเดียว ถ้าเกิดมองว่าครอบครัวทำร้ายก็ขอให้ไปพิสูจน์กันในชั้นศาล ถามว่าใครจะไปเรียกร้องเงินได้ก็ภรรยาเขาถือเงินอยู่มันไม่เกี่ยวเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับบริษัทไอยราฟิล์มผมฟ้องแน่ เพราะมันต้องต่ออีกยาวคือที่ผมเงียบไป 3 ปีผมพยามไม่ให้ครอบครัวมีปัญหา แต่เมื่อเกิดปัญาหาขึ้นเราก็ต้องเคลียร์ให้ชัดเจน จา ผม และครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้นในไอยราร่วมกันแต่พอเขามีแฟนเขาก็ถอนไปโดยไม่แจ้ง ซึ่งหลังจากที่เขาถอนเขาไปรับเงินค่าหนังจากองค์บาก 3 ไปเพียงคนเดียวทั่งๆ ที่เรามีสัญญาอยู่ว่าจาต้องให้บริษัท 25 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งทางสหมงคลฯ ก็รับทราบ แต่เมื่อถึงเวลาจารับไปเพียงคนเดียว"

เรื่องคดีว่าแจ้งความอะไรไปบ้าง?
''ที่แจ้งไปก็มีคดีทำร้ายร่างกายผม และละเมิดสัญญาบริษัทไอยราโดยเรียกเงิน 25 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั่วโลกตามที่ตกลง ซึ่งคาดว่าเงินจำนวนนั้นมีประมาณ 10 ล้านบาท ในส่วนของครอบครัวจาไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ แววน้องสาวจา และพี่ชายจาได้ทำเรื่องดำเนินคดีกับบุ้งกี๋ในคดีทำร้ายร่างกาย ก่อนหน้านี้เขาเป็นฮีโร่ของเราแต่เมื่อโดนทำร้ายก็คงไม่มีความเห็นใจแล้ว ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะทำอะไรจริงจังซักที โดยไม่มีการประวิงเวลา ซึ่งหลังจากที่ผมรักษาตัวหายดีก็จะดำเนินการทันที ผมมองว่ามันถึงเวลาที่ต้องเรียกความถูกต้องของเราแล้ว'' 

ที่มา สยามดารา

วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

จา-พนม หายตัวแต่มีจดหมายแฉบอกเลิกไม่ต่อสัญญาสหมงคลฟิล์มฯแล้ว

กลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อมีกระแสข่าวที่ออกมาจากทางด้าน จา-พนม ว่า ได้มีการเปิดเผยจดหมายจากการยื่นหนังสือยกเลิกสัญญาของพระเอกนักบู๊ที่มีต่อสหมงคลฟิล์มฯ, พันนา ฤทธิไกร และปรัชญา ปิ่นแก้ว ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 โดยมีใจความว่า


''โดยที่ขณะนี้ข้าพเจ้ายังมิได้ทำการตรวจสอบข้อมูลว่าบริษัทได้ดำเนินการใดๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างโดยถูกต้องครบถ้วนตลอดอายุสัญญาจ้างหรือไม่ ข้าพเจ้าจึงขอสงวนสิทธิ์ในการที่จะดำเนินการทางกฎหมายไว้ หากปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาของทางบริษัท'' ทั้งนี้ จดหมายฉบับดังกล่าวได้มีการลงลายเซ็นของ จา-พนม ไว้อย่างชัดเจน"

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 56 ผู้สื่อข่าวได้ติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยทางบริษัทสหมงคลฟิล์มฯ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในการเคลียร์ปัญหากับ จา พนม ยีรัมย์ ทั้งนี้ ทางต้นสังกัดเองก็ยังไม่สามารถติดต่อหาตัวพระเอกนักบู๊ได้ แม้ว่าจะต้องการให้เจ้าตัวเข้ามาเจรจาไขข้อข้องใจกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็ตาม

ขณะที่่ โจ้ ธรัช ศุภโชคไพศาล ผู้บริหารบริษัท ไอยราฟิล์ม จำกัด ที่มีศักดิ์เป็นน้องเขยของ จา-พนม ได้เปิดเผยว่าทั้งพ่อแม่รวมถึงคนในครอบครัวที่สุรินทร์ไม่มีใครสามารถติดต่อพระเอกนักบู๊ได้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดข่าวคราวพ่อจาบุกกองถ่ายตามให้ลูกชายกลับบ้าน นอกจากนี้ จายังไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่มาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเจ้าตัวรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่า เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าจาไม่ใช่คนดูแลเงินแต่จะมีคนใกล้ชิดดูแลให้อีกที

''คือตั้งแต่คุณพ่อเขาไปเจอจาที่กองถ่ายแล้วคุยกันแค่ 3 นาที ตั้งแต่ตอนที่เป็นข่าวช่วงเดือนมกราคมจาเขาก็ไม่ได้กลับไปที่บ้านอีกเลย แม้ว่าทางบ้านจะพยายามติดต่อไปหลายครั้ง รวมถึงที่บ้านภรรยาเขาก็ไม่ได้รับการติดต่อกลับ ส่วนเรื่องเงินส่งเสียเลี้ยงดูเขาก็ไม่ได้ส่งให้ที่บ้านตั้งแต่มีปัญหามาแล้ว ก็ไม่ทราบว่าจาเขาทราบหรือเปล่า เพราะว่าคนที่ดูแลเงินไม่ใช่จา แต่จะมีอีกคนที่ควบคุมดูแลตรงนี้อยู่ แต่เรื่องเงินนี้ไม่ใช่ปัญหา ยังได้พี่น้องคนอื่นๆ ช่วยดูแลพ่อแม่ในเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องเงินทองทางบ้านเขาไม่มีความเดือดร้อนในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่คงเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่า คุณพ่อก็ยังป่วยทรุดลงตลอด กับเรื่องปัญหาของจากับทางสหมงคลฟิล์มฯ เขาก็คงทราบแล้ว ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครสบายใจหรอกครับ ก็อยากให้แก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ถูกต้อง'' น้องเขยจากล่าว

''โจ้-ธรัช'' ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีของ ''จา-พนม'' ที่มีปัญหากับทางสหมงคลฟิล์มฯ ว่า ''เรื่องนี้มันแปลกๆ ไม่ธรรมดาตั้งแต่แรกแล้ว ก่อนหน้านี้จาเป็นคนที่รักครอบครัวมาก ถ้าปกติเขาก็ต้องมาหาพ่อแม่บ้าง ตอนนั้นเราก็อยากมองในแง่ดีแต่มันก็ยิ่งหนักขึ้นทุกวัน มันผิดปกติถึงขั้นที่พ่อต้องไปแจ้งความคงไม่ธรรมดาแล้ว และมันก็ไม่น่ามีปัญหากันขนาดนี้ที่บานปลายไปจนถึงขั้นมีปัญหากับบริษัท เพราะผู้ใหญ่ก็ให้โอกาสในการทำงานมาโดยตลอด อย่างก่อนหน้านี้ทางครอบครัวก็โดนกระแสโจมตีเรื่องเงินว่าอยากได้เงินทองของจา ซึ่งมันไม่จริงเลย พอมันมีอย่างนี้เราก็ไม่อยากพูด จนสุดท้ายมันก็เป็นอย่างนี้ขึ้นมา แน่นอนว่าทางครอบครัวก็ห่วงภาพลักษณ์ของจาในตอนนี้ที่สังคมคงมองว่ามันไม่ดีไปแล้ว เรา
เองก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าเกิดจากอะไร ก่อนหน้านี้ทางบ้านก็พยายามกันสุดความสามารถแล้วให้จากลับมาเป็นคนเดิม ผมว่าถ้าจะแก้มันต้องแก้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น แต่ปล่อยมาจนถึงตอนนี้ก็ไม่รู้จะแก้ยังไง การที่จาได้ไปเล่นหนังต่างประเทศทุกคนก็ยินดี แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัวของจาเอง อย่างเรื่องจะแต่งงาน จะรักกับใคร ทางบ้านก็ไม่เคยห้าม คุณพ่อไม่เคยว่าอะไรเลย แต่ขอเพียงแค่ว่าให้ทุกอย่างมันถูกต้องแค่นั้นเอง''

นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการส่งจดหมายมาที่บ้านเกิดจังหวัดสุรินทร์เพื่อแจ้งให้ทราบถึงเรื่องสัญญาของจากับทางสหมงคลฟิล์มฯ ที่หมดลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2556 รวมถึงความประสงค์ของทางบริษัทที่ต้องการจะต่อสัญญาออกไปอีก 10 ปี โดยทางครอบครัวได้ทำการเซ็นรับเอกสารฉบับดังกล่าวไว้ และเมื่อทราบว่าเป็นเรื่องของสัญญาทางบ้านก็พยายามติดต่อจาให้กลับมาตัดสินใจต่อสัญญาฉบับดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่คนในครอบครัวก็ไม่ได้มีการเซ็นหรือส่งสัญญาฉบับนั้นกลับไป จนกระทั่งมาเกิดข่าวคราวของจากับสหมงคลฟิล์มฯ จึงสร้างความไม่สบายใจให้กับคนในบ้านเป็นอย่างมาก

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

โอ๋-รุ่งระวี ผวาถูกขับรถไล่ชน โร่แจ้งตำรวจ

โอ๋-รุ่งระวี นักแสดงสาว ประสบเหตุการณ์ระทึกขวัญยิ่งกว่าหนังบู๊โดนผจก.ดารารังควานขับรถไล่ชน ต้องโทรตาม อาร์ต รณชัย นักร้องพระเอกลิเกชื่อดังมาช่วยพาแจ้งตำรวจ


เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา เวลา 18.30 น. น.ส.กัญญนันทน์ กีรติธนาพิศุทร์ หรือ โอ๋-รุ่งรวี นักแสดงสาว วัย 33 ปี เดินทางเข้าแจ้งความกับร.ต.ท.นราธิป ศรีษะนาราช พงส.สน.คันนายาวพร้อมด้วยนาย ธนากฤต พาณิชตระกูล หรือ อาร์ต รณชัย นักแสดงหนุ่มชื่อดัง จากกรณีที่ถูกนาย ธนันทร์เอก โอชารส อายุ 27 ปีขับรถไล่ชนที่บริเวณถนนปัญญารามอินทรา เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา

นักแสดงสาวกล่าวว่า ช่วงก่อนเวลา 16.30 น. ตนกินข้าวที่ห้างแม็กแวลูบริเวณใกล้กับห้างปัญญาวิลเลจ และได้โพสต์ภาพอาหารลงในอินตาแกรม เมื่อกินเสร็จก็กำลังขับรถยี่ห้อเบนซ์ ซี180 สีขาว ทะเบียนป้ายแดง ก 5519 กรุงเทพฯจะกลับบ้าน มุ่งหน้าทางถนนปัญญารามอินทรา ระหว่างนั้นนายธนันทร์เอกได้ขับรถตาม โดยขับรถโตโยต้า ทะเบียน กค 140 กาญจนบุรี โดยได้ขับปาดหน้ารถตนไปมา ตนพยายามขับรถไปขอความช่วยเหลือรปภ.ของหมู่บ้านปัญญาฯ แต่ก็ไม่มีใครช่วย จึงตัดสินใจหักรถขวางถนน ทางนายธนันทร์เอกก็ขับรถชนท้าย ทำให้กระจกข้างทางซ้ายแตก มีรอยยุบและรอยครูดทางซ้ายของประตูหลัง ตนพยายามเอาโทรศัพท์ถ่าย แต่นายธนันทร์เอกไหวตัวหลบหนีไป ตนจึงรีบขับรถกลับเข้าบ้านแล้วโทรศัพท์หา อาร์ต รณชัย นักร้องและพระเอกลิเกชื่อดัง ให้พาตนไปแจ้งความ

โอ๋-รุ่งรวี นักแสดงสาวได้กล่าวต่อว่า
''ผู้ชายคิดจริงจังกับโอ๋ แต่ตัวเองไม่จริงจังอะไรมากมาย ที่ผ่านมาด้วยความที่อยู่คนเดียวก็มีคนนี้คอยดูแล และหางานให้ด้วยในบางครั้ง และระหองแหงกันมา 6 เดือน แต่มาห่างกันโดยไม่ได้พูดคุยกันเลยประมาณเดือนครึ่ง โดยที่ฝ่ายชายยังมีการส่งข้อความทั้งดี และไม่ดีมาที่โทรศัพท์ แต่ก็ไม่สนใจอะไร บางทีก็ส่งมาด่า บางทีก็ส่งมาง้อ มีพฤติกรรมติดตามได้ เพราะดูจากอินสตาแกรมเลยรู้ว่าอยู่ที่ไหน อย่างที่เกิดเหตุวันนี้น่าจะรู้จากอินสตาแกรม เพราะโพสต์รูประหว่างกินข้าวลง เขาติดตามโอ๋หลายครั้ง แต่ยังไม่แจ้งความอะไร เพราะไม่มีอะไรรุนแรง จนมาคราวนี้รู้สึกว่ามันรุนแรง และเสี่ยงเป็นอันตราย เพื่อความปลอดภัยจึงมาแจ้งความ จริงๆ ไม่ได้อยากมาแจ้ง เพราะข่าวแบบนี้สร้างความเสียหายทั้งสองฝ่าย ผู้ชายก็ทำงานดูแลศิลปินในวงการ ส่วนตัวเองก็ไม่อยากมีข่าวลักษณะนี้ออกมา หลังจากนี้ไปคงต้องหาเพื่อนไปไหนมาไหนด้วย และอยากให้ฝ่ายชายชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วย'' 

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะออกหมายเรียกนายธนันทร์เอกมารับทราบข้อกล่าวหาขับรถชนแล้วหนี และจะสอบปากคำในเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป

โดย โอ๋-รุ่งรวี มีผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก, ผู้หญิงห้าบาป ภาค 2 และละครค่ายกันตนา เรื่องมายาสีมุก นอกจากนี้ยังมีการถ่ายแบบให้กับนิตยสารชื่อดังในประเทศไทยหลายฉบับ

ส่วนทางด้าน อาร์ต-รณชัย กำลังมีผลงานละครเรื่องแม่นาคพระโขนงทางช่อง 5

ที่มา สยามดารา